กลยุทธ์การเทรด - ฉบับสมบูรณ์
📋 ขั้นตอนการเทรด
ขั้นที่ 1: รอสัญญาณเข้า
- รอให้มีสัญญาณเข้าเทรด (BUY หรือ SELL)
ขั้นที่ 2: เข้าออเดอร์
- เมื่อมีสัญญาณ → เข้าออเดอร์ทันที
ขั้นที่ 3: ประเมิน Drawdown หลังเข้า
- สังเกต Drawdown ที่เกิดขึ้นหลังจากเข้าออเดอร์
⚖️ การตัดสินใจตาม Drawdown
✅ กรณีที่ 1: Drawdown น้อย → ออเดอร์สมบูรณ์
การดำเนินการ:
- ถือออเดอร์ต่อ
- อดทนรอกำไร ให้กำไรวิ่งเต็มที่
- ไม่มี Trailing Stop / Profit Target
เงื่อนไขการออก:
- ถือจนกว่าจะมีสัญญาณตรงข้าม
- ถ้าถือ BUY → ออกเมื่อมีสัญญาณ SELL
- ถ้าถือ SELL → ออกเมื่อมีสัญญาณ BUY
หลังจากออก:
- วนกลับไปรอสัญญาณเข้าใหม่ (ขั้นที่ 1)
❌ กรณีที่ 2: Drawdown มาก → ออเดอร์ไม่สมบูรณ์
การดำเนินการ:
- ตัดขาดทุนทันที
- ไม่รออีก
หลังจากตัดขาดทุน:
- วนกลับไปรอสัญญาณเข้าใหม่ (ขั้นที่ 1)
🎯 หลักการของกลยุทธ์
แนวคิดหลัก:
- ใช้ Drawdown เป็นตัวกรองคุณภาพออเดอร์
- Cut Loss Fast (ออเดอร์ไม่ดี) + Let Profit Run (ออเดอร์ดี)
- Exit ด้วยสัญญาณเท่านั้น → ไม่ออกก่อนเวลา
ประเภทกลยุทธ์:
- Pure Trend Following
- Signal-Based Entry & Exit
⚙️ พารามิเตอร์ที่ยังต้องกำหนด
เพื่อให้กลยุทธ์ใช้งานได้จริง คุณต้องกำหนด:
1. เกณฑ์ Drawdown:
- Drawdown น้อย = น้อยกว่ากี่%? (เช่น < 1%)
- Drawdown มาก = มากกว่ากี่%? (เช่น > 1.5%)
ขึ้นอยู่กับ:
- Risk ต่อออเดอร์ (1%, 2%, 3%?)
- Timeframe (Scalping, Day Trading, Swing?)
- Risk:Reward Ratio (1:2, 1:3?)
- ตลาดที่เทรด (Forex, Crypto, Stocks?)
2. การจัดการเมื่อมีสัญญาณตรงข้าม:
- ปิดออเดอร์ทันทีหรือไม่?
- เข้าออเดอร์ใหม่ทันทีหรือรอยืนยัน?
📊 ตัวอย่างการคำนวณเกณฑ์ Drawdown
สมมติ:
- Risk ต่อออเดอร์ = 2%
- Stop Loss = 2%
เกณฑ์แนะนำ:
- Drawdown น้อย ≤ 0.6-1% (30-50% ของ SL)
- Drawdown มาก > 1-1.4% (50-70% ของ SL)